สติ-การระลึกรู้ ระลึกได้
วิญญาณ-การรับรู้
จิต-ผู้รู้
การที่เราเข้าไปพิจารณาอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างมีสติ[การระลึกรู้ ใหม่ๆก็เผลออยู่อย่างนั้น จนระลึก2-3ครั้ง เพียรจนระลึกได้] เช่นการที่ลมหายใจกระทบที่ปลายจมูก หรือที่หัวใจเต้น หรือการเป็นเหน็บ ปกติลมหายใจก็เข้าออกอยู่แล้วสำหรับคนยังมีชีวิตอยู่ หัวใจก็เต้นอยู่แล้ว เหน็บตามธรรมชาติก็มีอยู่แล้วตามเหตุการณ์ที่มันจะเกิดเป็น แต่พอเรามาฝึกให้มีการระลึกรู้จนระลึกได้ว่าขณะนี้ลมหายใจกำลังเข้าหรือออก หรือเราพยายามกำหนดดูหัวใจเต้นใหม่ๆ ผู้รู้คือจิตยังหยาบ ยังกำหนดไม่ออก[นอกจากเราจะไปออกกำลังหรือทำให้ผิดปกติ หัวใจก็จะเต้นแรงผิดปกติ ถึงจะสังเกตออก] เราพยายามฝึกสติ ตั้งสติคือการระลึกรู้จนระลึกได้ ว่าขณะนี้ลมหายใจกำลังเข้าหรือออก ชีพจรหรือหัวใจกำลังเต้นตุ๊บๆๆๆๆไปเรื่อยๆ สังเกตได้บ้างไม่ได้บ้าง เราก็ต้องมีความเพียรพยายามสังเกตุอยู่อย่างนั้นด้วยใจจดใจจ่ออย่างมีสติ[จากระลึกรู้จนระลึกได้] ในระหว่างสังเกตุ อาจจะมีอารมณ์กรรมในอดีตมาขวางกั้น[เช่น เมื่อวานนี้ เวลาที่ผ่านมา ถ้าสมาธิลึกหน่อยก็อาจเป็นเรื่องของอดีตชาติ] ทำให้เราเบนสติไปทางอื่น ตามอารมณ์กรรมนั้นๆ แต่เราจำต้องปักสติไว้ที่เราตั้งฐานคือลมหายใจหรือหัวใจเต้นไว้ให้มั่น ถ้าเผลอก็ตั้งใหม่อีกอย่างนั้น อาจจะเกิดอาการเครียดตามระบบประสาทในหัวหรือทั่วร่างกาย แล้วแต่อารมณ์กรรมนั้นจะหนักหนาขนาดไหน เราต้องยึดหลักปักสติไว้กับฐานลมหายใจเข้าออกหรือใจเต้น หัวใจเต้นถ้าเบาหายไปให้กระตุ้นให้เกิดใหม่ หรือสังเกตชีพจรหรือเหน็บชาก็ได้ เมื่อย้ำสติให้ต่อเนื่องและชัดเจนรับรู้แล้วพัฒนาจนถึงการเห็นการรับรู้ เมื่อสติคมชัดต่อเนื่องอยู่ในฐานใดฐานหนึ่ง เช่นความรู้สึกลมกระทบจมูกจนนานพอ ชำนาญแล้วดึงสติไว้ได้แบบไม่ต้องบังคับ คือได้อารมณ์ การทำการตั้งสติไว้มากๆในที่ลมหายใจกระทบปลายจมูกอย่างนานพอ ก็จะเกิดความแก่กล้าสม่ำเสมอในการตั้งสติ คือมีพลังสะสม จนถึงขั้นไม่ต้องบังคับสติ ความเครียดนั้นคงทรงตัว เหมือนมีพลังที่จะสามารถต้านรับอารมณ์จากภายนอกได้เป็นปกติ การเห็นความรู้สึกเข้าออกอย่างต่อเนื่องตอนนี้ อย่างมีสติที่ดีขึ้นเรียกว่าได้อารมณ์ ในระหว่างนี้เราจะสังเกตเห็นวิญญาณ คือการรับรู้ทางกายก่อน[อย่าพึ่งเรียกว่าฆานะวิญญาณหรือวิญญาณจมูก] ลมหายใจที่กระทบผนังปลายจมูก ทำให้เกิดสัมผัสหรือผัสสะ เราตั้งสติดูให้ละเอียดต่อเนื่อง เราจะเห็นการเข้าไปรับรู้จากการสัมผัส[ตัวอย่างอื่นเช่น เราเป่าลมไปที่แขนซ้ายหรือขวา จะเกิดลมกระทบผิว ถ้าเป็นคนที่เป็นอัมพฤกหรืออัมพาต ในส่วนนั้นก็จะไม่ได้รับรู้การสัมผัส ระหว่างลมกระทบผิว แต่ในคนปกติย่อมมีการรับรู้ลมกระทบผิว อาจเย็นหรือร้อนหรือลมกระทบวูปๆๆๆๆ ตัวอย่างของการรับรู้ที่เกิดขึ้นจากลมกระทบผิวนั้นเรียกว่าวิญญาณ ส่วนของจมูกก็เช่นกัน เมื่อเราสังเกตการณ์รับรู้นี้นานๆเข้า ประคองรักษา ในระหว่างนี้ก็อาจมีมารมาผจญ ลากสติเราออกไปทางอื่นอีก เราต้องสั่งสมสติให้ต่อเนื่อง คมชัด อย่างสม่ำเสมอจนได้อารมณ์แล้วมีพลัง เมื่อสม่ำเสมอมีพลังสติที่คมชัดแล้วเราจะเท่าทันเห็นจิตคือ ผู้รู้ แวปมี แวปหายบ้าง ถ้าเราเท่าทันรู้จักตัวผู้รู้นี้แล้ว ถ้าเราจับตัวนี้ได้จับเลย ให้มีสติรักษาตัวนี้ให้ต่อเนื่อง ถ้ายังจับไม่ได้ ก็จับวิญญาณไปก่อน ถ้าจับวิญญาณไม่ได้ ก็จับหรือกำหนดความรู้สึกที่ลมกระทบไปก่อน จนได้อารมณ์ตามลำดับ จนถึงจิตหรือผู้รู้ ก็ให้มีสติประคองรักษาจิตนี้ไว้ จนมีสติมากเป็นมหาสติ จะมีพลังและตั้งมั่น พื้นฐานเดิมคือความรู้สึกอย่าทิ้ง ให้นำผู้รู้ประสานความรู้สึกอย่างมีสติไปเรื่อยๆ แล้วคมชัดต่อเนื่อง จิตจะรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกับความรู้สึก ความรู้สึกที่คมชัดจะทำหน้าที่ประหารกิเลส บาปกรรม ที่สั่งสมมาในจิตให้ค่อยๆ กะเทาะ ขาด ไปทีละน้อยๆ ทำการดูกำหนดอย่างมีสติ ให้คมชัด ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เหมือนสีไม้ขีดไฟ พอร้อนถึงที่ไฟก็จะติดลุกไหม้ขึ้นมาเอง การประคองสติดูความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างจิตที่รวมกับความรู้สึก ก็เช่นกัน เราจะระลึกรู้ด้วยตนเอง ขณะกิเลส บาป กรรม ค่อยๆถูกประหาร จนประหารขั้นเด็ดขาด
ขอความสวัสดีจงมีแก่ผู้ใคร่ในธรรมเทอญ
อนาลโย
วิญญาณ-การรับรู้
จิต-ผู้รู้
การที่เราเข้าไปพิจารณาอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างมีสติ[การระลึกรู้ ใหม่ๆก็เผลออยู่อย่างนั้น จนระลึก2-3ครั้ง เพียรจนระลึกได้] เช่นการที่ลมหายใจกระทบที่ปลายจมูก หรือที่หัวใจเต้น หรือการเป็นเหน็บ ปกติลมหายใจก็เข้าออกอยู่แล้วสำหรับคนยังมีชีวิตอยู่ หัวใจก็เต้นอยู่แล้ว เหน็บตามธรรมชาติก็มีอยู่แล้วตามเหตุการณ์ที่มันจะเกิดเป็น แต่พอเรามาฝึกให้มีการระลึกรู้จนระลึกได้ว่าขณะนี้ลมหายใจกำลังเข้าหรือออก หรือเราพยายามกำหนดดูหัวใจเต้นใหม่ๆ ผู้รู้คือจิตยังหยาบ ยังกำหนดไม่ออก[นอกจากเราจะไปออกกำลังหรือทำให้ผิดปกติ หัวใจก็จะเต้นแรงผิดปกติ ถึงจะสังเกตออก] เราพยายามฝึกสติ ตั้งสติคือการระลึกรู้จนระลึกได้ ว่าขณะนี้ลมหายใจกำลังเข้าหรือออก ชีพจรหรือหัวใจกำลังเต้นตุ๊บๆๆๆๆไปเรื่อยๆ สังเกตได้บ้างไม่ได้บ้าง เราก็ต้องมีความเพียรพยายามสังเกตุอยู่อย่างนั้นด้วยใจจดใจจ่ออย่างมีสติ[จากระลึกรู้จนระลึกได้] ในระหว่างสังเกตุ อาจจะมีอารมณ์กรรมในอดีตมาขวางกั้น[เช่น เมื่อวานนี้ เวลาที่ผ่านมา ถ้าสมาธิลึกหน่อยก็อาจเป็นเรื่องของอดีตชาติ] ทำให้เราเบนสติไปทางอื่น ตามอารมณ์กรรมนั้นๆ แต่เราจำต้องปักสติไว้ที่เราตั้งฐานคือลมหายใจหรือหัวใจเต้นไว้ให้มั่น ถ้าเผลอก็ตั้งใหม่อีกอย่างนั้น อาจจะเกิดอาการเครียดตามระบบประสาทในหัวหรือทั่วร่างกาย แล้วแต่อารมณ์กรรมนั้นจะหนักหนาขนาดไหน เราต้องยึดหลักปักสติไว้กับฐานลมหายใจเข้าออกหรือใจเต้น หัวใจเต้นถ้าเบาหายไปให้กระตุ้นให้เกิดใหม่ หรือสังเกตชีพจรหรือเหน็บชาก็ได้ เมื่อย้ำสติให้ต่อเนื่องและชัดเจนรับรู้แล้วพัฒนาจนถึงการเห็นการรับรู้ เมื่อสติคมชัดต่อเนื่องอยู่ในฐานใดฐานหนึ่ง เช่นความรู้สึกลมกระทบจมูกจนนานพอ ชำนาญแล้วดึงสติไว้ได้แบบไม่ต้องบังคับ คือได้อารมณ์ การทำการตั้งสติไว้มากๆในที่ลมหายใจกระทบปลายจมูกอย่างนานพอ ก็จะเกิดความแก่กล้าสม่ำเสมอในการตั้งสติ คือมีพลังสะสม จนถึงขั้นไม่ต้องบังคับสติ ความเครียดนั้นคงทรงตัว เหมือนมีพลังที่จะสามารถต้านรับอารมณ์จากภายนอกได้เป็นปกติ การเห็นความรู้สึกเข้าออกอย่างต่อเนื่องตอนนี้ อย่างมีสติที่ดีขึ้นเรียกว่าได้อารมณ์ ในระหว่างนี้เราจะสังเกตเห็นวิญญาณ คือการรับรู้ทางกายก่อน[อย่าพึ่งเรียกว่าฆานะวิญญาณหรือวิญญาณจมูก] ลมหายใจที่กระทบผนังปลายจมูก ทำให้เกิดสัมผัสหรือผัสสะ เราตั้งสติดูให้ละเอียดต่อเนื่อง เราจะเห็นการเข้าไปรับรู้จากการสัมผัส[ตัวอย่างอื่นเช่น เราเป่าลมไปที่แขนซ้ายหรือขวา จะเกิดลมกระทบผิว ถ้าเป็นคนที่เป็นอัมพฤกหรืออัมพาต ในส่วนนั้นก็จะไม่ได้รับรู้การสัมผัส ระหว่างลมกระทบผิว แต่ในคนปกติย่อมมีการรับรู้ลมกระทบผิว อาจเย็นหรือร้อนหรือลมกระทบวูปๆๆๆๆ ตัวอย่างของการรับรู้ที่เกิดขึ้นจากลมกระทบผิวนั้นเรียกว่าวิญญาณ ส่วนของจมูกก็เช่นกัน เมื่อเราสังเกตการณ์รับรู้นี้นานๆเข้า ประคองรักษา ในระหว่างนี้ก็อาจมีมารมาผจญ ลากสติเราออกไปทางอื่นอีก เราต้องสั่งสมสติให้ต่อเนื่อง คมชัด อย่างสม่ำเสมอจนได้อารมณ์แล้วมีพลัง เมื่อสม่ำเสมอมีพลังสติที่คมชัดแล้วเราจะเท่าทันเห็นจิตคือ ผู้รู้ แวปมี แวปหายบ้าง ถ้าเราเท่าทันรู้จักตัวผู้รู้นี้แล้ว ถ้าเราจับตัวนี้ได้จับเลย ให้มีสติรักษาตัวนี้ให้ต่อเนื่อง ถ้ายังจับไม่ได้ ก็จับวิญญาณไปก่อน ถ้าจับวิญญาณไม่ได้ ก็จับหรือกำหนดความรู้สึกที่ลมกระทบไปก่อน จนได้อารมณ์ตามลำดับ จนถึงจิตหรือผู้รู้ ก็ให้มีสติประคองรักษาจิตนี้ไว้ จนมีสติมากเป็นมหาสติ จะมีพลังและตั้งมั่น พื้นฐานเดิมคือความรู้สึกอย่าทิ้ง ให้นำผู้รู้ประสานความรู้สึกอย่างมีสติไปเรื่อยๆ แล้วคมชัดต่อเนื่อง จิตจะรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกับความรู้สึก ความรู้สึกที่คมชัดจะทำหน้าที่ประหารกิเลส บาปกรรม ที่สั่งสมมาในจิตให้ค่อยๆ กะเทาะ ขาด ไปทีละน้อยๆ ทำการดูกำหนดอย่างมีสติ ให้คมชัด ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เหมือนสีไม้ขีดไฟ พอร้อนถึงที่ไฟก็จะติดลุกไหม้ขึ้นมาเอง การประคองสติดูความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างจิตที่รวมกับความรู้สึก ก็เช่นกัน เราจะระลึกรู้ด้วยตนเอง ขณะกิเลส บาป กรรม ค่อยๆถูกประหาร จนประหารขั้นเด็ดขาด
ขอความสวัสดีจงมีแก่ผู้ใคร่ในธรรมเทอญ
อนาลโย

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น