วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2551

การเจริญสติปัฏฐานสี่โดยวิธีสัมปชัญญะบัพพะผสมอานาปานุสติกรรมฐาน



จิตของเราไหลวนไปตามอารมณ์และความคิดนึกที่มีมาแต่ในอดีต กรรมคือการกระทำที่ได้กระทำไว้ด้วยกาย วาจา ใจ นั้น ย่อมสร้างรอยคือความจำบันทึกไว้ติดกับท่านผู้รู้ ย่อมจะเป็นอาหารหล่อเลี้ยงและเป็นหุ่นเชิดส่งกำลังให้จิตนั้นไหลไปตามอำนาจของกรรมที่เราได้ทำด้วยกาย วาจา ใจ เวลาตั้งสติกำหนดความรู้สึกที่ปลายจมูกนั้น สติของเราที่ยังกำหนดน้อยอยู่แล้วไม่ชัดเจน ยังไม่มีกำลังอำนาจ แต่การที่เราได้ฟังท่านผู้รู้แนะนำนั้นว่าทางเดินของสติที่ให้ทำและปฏิบัตินี้ เป็นเส้นทางใหม่ที่ทำให้พ้นจากอารมณ์กรรมที่ทำให้เราเป็นทุกข์ ไม่ว่าจะทางกายหรือใจ ทางภายนอกหรือภายใน รูปธรรมนามธรรมก็ตาม เราก็พยายามที่จะกำหนดสติกับความรู้สึกตัวนี้ไว้ เสมอๆมากๆขึ้นเรื่อยๆจนชัดเจน เมื่อความรู้สึกชัดเจนเกิดขึ้น แสดงว่าเราตีฝ่าวงล้อมของอารมณ์เหล่านั้นมาได้ขณะหนึ่ง จัดว่าเริ่มใช้ได้บ้างแล้ว ใน100ครั้งถึงจะแพ้อารมณ์ที่ส่งผลมา99ครั้ง เหลืออีก1ครั้งสามารถกำหนดความรู้สึกขึ้นมาได้ เตือนให้เห็นสติกับความรู้สึกที่ลมหายใจกระทบปลายจมูกมาได้ แค่ครั้งเดียวก็ถือว่าประเสริฐแล้ว เราหมั่นใช้สติพิจารณาความรู้สึกตัวนี้อีก ในระหว่างที่กำหนด นั่งดู นอนดู ยืนดูอยู่นั้น หมั่นพยายามประคองความรู้สึกตัวนี้อย่างมีสติจนต่อเนื่อง จนความรู้สึกนั้นถูกเฝ้าดูระวังอย่างมีสติ จิตที่เคยไปตามอารมณ์ภายนอกนั้นถูกบังคับให้อยู่กับความรู้สึกที่ปลายจมูก จะรู้สึกทำให้อึดอัด ดิ้นรน กระวนกระวาย อาจเกิดความเครียด แน่นหน้าอก เครียดศีรษะ หรือมึนศีรษะ ขอให้เราตั้งสติกำหนดความรู้สึกที่ลมกระทบที่ปลายจมูกต่อไป พยายามให้ความรู้สึกที่ยังไม่ต่อเนื่องเกิดความต่อเนื่อง ที่ยังไม่ชัดเจนเกิดความชัดเจน เมื่อต่อเนื่องแต่ยังไม่ชัดเจน อาการมึนซึมเซ่อในสมองก็ยังปรากฏอยู่ ความเครียดยังค้างอยู่ในสมอง ความแน่นอกยังมีอยู่ ให้เราพยายามทำความรู้สึกที่ต่อเนื่องนั้นให้ชัดเจนขึ้นมาให้ได้ สังเกตดูว่าความรู้สึกที่เกิดจากลมกระทบเสียดสีที่ปลายจมูกนั้น บริเวณจุดไหนที่เสียดสีชัดเจนมากสุด ให้ประคองดูจุดนั้นเรื่อยไปจนถึงที่สุด ความมึนซึมเซ่อ อ่อนเพลีย ความเครียดศีรษะ ปวดเส้น ตึง ตามร่างกาย ความอ่อนเพลียจะหายไปหมด สมองโปร่ง กายเบาและสงบ สติตอนนี้เริ่มดีขึ้น ผู้รู้หรือจิตเริ่มมีกำลังมากขึ้น อารมณ์ที่ไหลวนจะมากระทบค่อยถอยออกห่าง จนเรามีสติสังเกตได้ชัดว่า สิ่งที่เราหลงละเมอเพ้อพกไปตามรูป เสียง กลิ่น รส ความสัมผัสและอารมณ์นั้น สู้เรามีสติรักษาผู้รู้คือจิตนั้นไม่ได้ สติของเราที่หมั่นฝึกฝนจนได้ถึงขั้นนี้ เราจะพบความเปรียบเทียบว่า การที่เรารักษาจิตเห็นจิตได้อย่างนี้วิเศษกว่าปล่อยสติไปตามอารมณ์ของ รูป เสียง กลิ่น รส การสัมผัส ธรรมารมณ์ ดังนั้นหมั่นพยายามประคองรักษาจิตนี้ไว้ จนต่อเนื่องมากเข้า อารมณ์กรรมที่สูงกว่าจะเวียนมาหาอีกเป็นชั้นๆ การรักษาจิตของเราไม่ใช่ว่าจะมานั่งดูความรู้สึกที่ลมกระทบที่ปลายจมูกอย่างเดียว เราจำต้องพัฒนาการรักษาจิตโดยกำหนดในท่ายืน เดิน นอน กิน ถ่าย เคี้ยว ลิ้มรส ในทุกอิริยาบถ พยายามให้มีความรู้สึกในอิริยาบถต่างๆ ถ้าไม่มีก็มีสติกำหนดให้เท่าทันในอิริยาบถนั้นๆ ถ้าอิริยาบถต่างๆอยู่ในความเร็วและรีบร้อนไปตามสภาพอารมณ์กรรม ก็ขอให้เรากำหนดรู้ตามอย่างหยาบๆ เมื่อว่างจากอารมณ์กรรม เราก็มากำหนดรู้แบบละเอียดถี่ถ้วน ชัดเจน ความชัดเจนจะเรียกสติ สัมปชัญญะกลับมาได้อย่างรวดเร็ว การกำหนดสติ สัมปชัญญะอย่างถี่ถ้วนชัดเจน สามารถเรียกสติกลับมาและทลายอารมณ์กรรมได้ดีกว่าการกำหนดหยาบๆ การมีสติกำหนดในอิริยาบถหยาบๆก็ยังดีกว่าไม่กำหนดหรือปล่อยให้ไปกับอารมณ์กรรม การปล่อยให้ไปตามอารมณ์กรรมนั้น มีทั้งผลดีและผลเสีย ผลนั้นขึ้นอยู่กับว่าเรากระทำกรรมดีหรือไม่ดี คนทำกรรมเช่นไดย่อมได้รับผลเช่นนั้น สติสัมปชัญญะ[ความรู้สึกนั้น] นั้น เมื่อเรากำหนดมากเข้าบ่อยเข้า จะเอาชนะอารมณ์กรรมขึ้นตามลำดับ การมีสติจะดีขึ้นไปเรื่อยๆจนสติมากเข้าๆ จนพัฒนาเป็นมหาสติ เมื่อกำหนดสติอยู่กับความรู้สึกมากเข้า ความรู้สึกจะชัดเจนขึ้น
การที่เราตั้งสติที่ปลายจมูก จิตก็จะอยู่ที่ปลายจมูก เมื่อตั้งมากจิตก็จะอยู่มาก เมื่อตั้งนานจิตก็จะอยู่นาน เมื่อตั้งต่อเนื่องจิตก็จะอยู่ต่อเนื่อง เมื่อเราตั้งไม่ชัดเจนที่ปลายจมูก จิตก็จะไม่ปรากฏชัดเจน ถ้าเรากำหนดตั้งสติให้ชัดเจน จิตก็จะชัดเจน ถ้าเราปล่อยให้ไหลไปตามอารมณ์กรรมหรือส่งเสริมมัน เพิ่มกำลังให้มัน ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้เป็นไปตามรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสและธรรมารมณ์คือทำตามมัน จิตของเราก็จะเป็นบ่าวเป็นทาส ถูกมันใช้เราให้เป็นไปตามนั้น สิ่งเหล่านี้มันหลอกล่อให้เราติดอยู่ในโลก ธรรมะของโลกเมื่อมันใช้เรามันก็ให้รางวัลเรานิดหน่อย คือเมื่อมีลาภย่อมมีเสื่อมลาภ เมื่อมียศย่อมมีเสื่อมยศ เมื่อมีสรรเสริญย่อมมีนินทา เมื่อมีสุขย่อมมีทุกข์ นี้คือกฎของโลกธรรม ถ้าเราเบื่อหน่ายในการเวียนตายเกิดของอารมณ์แบบนี้ ว่ามีอะไรอีกไหมที่จะทำให้หลุดพ้นจากวงจรพวกนี้ ที่มีอยู่อย่างไม่รู้จบสิ้น
ท่านผู้รู้ท่านชี้แนะทางออกไว้เป็นทางที่จะไปสู่การพ้นพ้นจากความทุกข์ ที่เกิดจากความเกิด แก่ เจ็บและกระทั่งพ้นจากความตาย ความโศกเศร้าร่ำไรรำพัน ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ความคับแค้นใจนั้นพ้นหมด
เมื่อเราเจริญสติ ความรู้สึกให้มีมากขึ้นไปเรื่อยๆ จะฝ่าฟันกิเลสมารไปตามลำดับขั้น จนถึงขั้นเอาชนะความตายได้ อยู่เหนือความตายได้ ทำลายความยึดมั่นในตัวกูของกูได้ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ ตอนนี้เรารู้แล้วว่า ธรรมะของเราคือสติ สัมปชัญญะที่เราสร้างสมจนเป็นมหาสติ แล้วมหาสตินั้นจะกลับมาดูแลรักษาเราเอง เราจงหมั่นกำหนดปฏิบัติไปเรื่อยๆจนกว่า ญาณของเราจะปรากฏรู้ขึ้นมาว่า ชาตินี้ชาติสุดท้ายแล้ว ชาติอื่นไม่มีอีก ไม่ต้องให้ใครมาพยากรณ์ว่าเราถึงขั้นโน้น ขั้นนี้ ผู้รู้ในตัวของเรา ญาณของเรา ระลึกรู้เอง
_____ หมายเหตุ_____
สติ สัมปชัญญะที่ชัดเจน จะเป็นตัวทำลายความยินดียินร้าย ที่อยู่ในเราให้พินาศไป อีกคนที่มาเกี่ยวข้องนั้น ย่อมได้รับส่วนแห่งผลด้วย ตามลำดับของกรรมที่มาสัมผัส สัมพันธ์กัน
-------------------------------------------------------------------------------------------------

ไม่มีความคิดเห็น: