การนอน
ดูความรู้สึกที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายที่กระทบพื้นื คล้ายอิริยาบถนั่งดูก้นสัมผัสกับพื้น หรือสังเกตดูลมหายใจที่กระทบปลายรูจมูกหรือขนจมูก เวลาลมเข้าหรือออกแรง ค่อย เร็ว ช้า ก็เพียรสังเกตอยู่แค่ความรู้สึกที่ลมกระทบแค่นั้นก็พอ
อิริยาบถอื่น ย่อย หยาบ ขณะจะเปลี่ยนจากการนั่ง เป็นนอน เป็นยืน เป็นเดิน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนอิริยาบถที่ต่อเนื่องกัน ก็ควรสังเกตความรู้สึกให่เท่าทันทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะกระพริบตา ขยับขากรรไกรเวลากิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้มรสอาหาร ก็ดูความรู้สึกขณะที่เคลื่อนไหว หรือจะสวดมนต์ก็เช่นเดียวกัน ดูที่ขากรรไกรไหวไปมา จะสวมใส่เสื้อผ้า ทรงจีวร สังฆาฏิ นุ่งสบง ก็เช่นเดียวกัน จะขับถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ก็ดูที่การกระทบของอาหารเก่าและของเสียตามทวารต่างๆ จะเหลียวซ้ายแลขวา ก้ม เงย ก็ระลึกให้ทัน จะมีความรู้สึกตึงหน่วง การหลับ ตื่น พูด ความเป็นผู้นิ่งอยู่ ก็ควรกำหนด
ตามหลักในคัมภีร์ของการเจริญมหาสติปัฏฐานสูตรนี้ ได้ชี้แจงว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐานทั้งสี่นี้ อย่างนั้นตลอด 7 ปีบ้าง 6 ปี, 5ปี, 4ปี, 3ปี, 2ปี, 1ปี, 7 เดือน, 6 เดือน, 5 เดือน, 4 เดือน, 3 เดือน, 2 เดือน, 1 เดือน, กึ่งเดือน, หรือ 7 วันบ้าง ผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง 2 ผล อันใดอันหนึ่ง คือพระอรหัตตผลในปัจจุบันชาตินี้ 1 หรือเมื่ออุปาทิ[คือสังโยชน์] ยังเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามีในปัจจุบันชาตินี้ 1.”
ดูความรู้สึกที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายที่กระทบพื้นื คล้ายอิริยาบถนั่งดูก้นสัมผัสกับพื้น หรือสังเกตดูลมหายใจที่กระทบปลายรูจมูกหรือขนจมูก เวลาลมเข้าหรือออกแรง ค่อย เร็ว ช้า ก็เพียรสังเกตอยู่แค่ความรู้สึกที่ลมกระทบแค่นั้นก็พอ
อิริยาบถอื่น ย่อย หยาบ ขณะจะเปลี่ยนจากการนั่ง เป็นนอน เป็นยืน เป็นเดิน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนอิริยาบถที่ต่อเนื่องกัน ก็ควรสังเกตความรู้สึกให่เท่าทันทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะกระพริบตา ขยับขากรรไกรเวลากิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้มรสอาหาร ก็ดูความรู้สึกขณะที่เคลื่อนไหว หรือจะสวดมนต์ก็เช่นเดียวกัน ดูที่ขากรรไกรไหวไปมา จะสวมใส่เสื้อผ้า ทรงจีวร สังฆาฏิ นุ่งสบง ก็เช่นเดียวกัน จะขับถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ก็ดูที่การกระทบของอาหารเก่าและของเสียตามทวารต่างๆ จะเหลียวซ้ายแลขวา ก้ม เงย ก็ระลึกให้ทัน จะมีความรู้สึกตึงหน่วง การหลับ ตื่น พูด ความเป็นผู้นิ่งอยู่ ก็ควรกำหนด
ตามหลักในคัมภีร์ของการเจริญมหาสติปัฏฐานสูตรนี้ ได้ชี้แจงว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐานทั้งสี่นี้ อย่างนั้นตลอด 7 ปีบ้าง 6 ปี, 5ปี, 4ปี, 3ปี, 2ปี, 1ปี, 7 เดือน, 6 เดือน, 5 เดือน, 4 เดือน, 3 เดือน, 2 เดือน, 1 เดือน, กึ่งเดือน, หรือ 7 วันบ้าง ผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง 2 ผล อันใดอันหนึ่ง คือพระอรหัตตผลในปัจจุบันชาตินี้ 1 หรือเมื่ออุปาทิ[คือสังโยชน์] ยังเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามีในปัจจุบันชาตินี้ 1.”

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น