วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

สำรวจหลวงพระบาง

การเดินทางจากอุตรดิตถ์สู่หลวงพระบางเพื่อสำรวจเส้นทางสายห้วยโก๋น จ.น่าน
เวลา 2.00 นก่อนเช้าวันอาทิตย์ที่ 10มกราคม2553 ออกเดินทางโดยรถตู้ ณ พุทธเกษตรเขาโคม หมู่10 ต .น้ำอ่าง อ.ตรอน จ.อุตรดิตถ์ มีพระ 3 รูป ฆราวาสชาย 2 คน หวังไปเสี่ยงเอาข้างหน้าว่าจะผ่านด่านไทยและเข้าลาวได้หรือไม่ เพราะจากการสอบถามและศึกษาจากในอินเตอร์เนต จะมีขั้นตอนอะไรๆที่มันยุ่งยากมาก บางหมู่ก็เข้าไปได้ บางหมู่ก็เข้าไม่ได้ งงๆๆๆๆๆๆๆๆ งั้นเสี่ยงกันเลย ถึงด่านห้วยโก๋น อ.เฉลิมพระเกียรติ์ จ.น่านเวลา 6.45 น ฉันอาหารที่โยมเตรียมไปถวายให้ แต่ไม่มีข้าวเลย คณะโยมของเราได้ไปขอแบ่งซื้อจากทหารพรานที่หุงข้าวจะเก็บไว้ทานเอง แต่เขาถวายให้ เลยรอดตัวไป ขอให้โยมผู้ถวายจงเจริญด้วยโภคทรัพย์อย่าได้ขาดแคลน มีอายุ วรรณะ สุข พละ ยิ่งๆขึ้นไปเทอญ วันนี้การค้าขายบริเวณด่านไม่มี เงียบเหงา จะมีการค้าคึกคักเฉพาะวันเสาร์เท่านั้น ฉันอาหารเสร็จเวลาประมาณ 8 โมงเศษ เจ้าหน้าที่ด่านไทยเริ่มทำงาน คณะเราได้ไปติดต่อเพื่อประทับตราขาออกนอกประเทศฟรี พอดีมีคณะญาติโยมที่เดินทางมาจากเชียงใหม่ นำโดยโยมชาติและคณะอีก 4 คน ก็จะเดินทางออกนอกประเทศเพื่อจะเข้าลาวเหมือนกัน สอบถามคุยกันไปมาทราบว่าจะไปในที่เดียวกันคือหลวงพระบาง ดังนั้นเราจึงเอารถตู้ที่เตรียมไปจอดฝากไว้ที่ด่านในเขตไทย แล้วโยมที่จะไปมีศรัทธาให้นั่งรถไปด้วย การจะเอารถออกนอกประเทศจะต้องทำพาสปอร์ตรถและเรื่องอื่นๆอีกหลายเรื่องซึ่งจะต้องเตรียมตัวมาดีแล้ว จากนั้นเข้าประทับตราที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองลาวขาเข้า ห่างจากด่านไทยประมาณ 800 เมตร เสียค่าธรรมเนียมขาเข้าท่านละ 40 บาท[10,000กีบ] ด่านลาวชื่อด่านน้ำเงินของเมืองเงิน ภาษาที่ใช้สื่อสารกันไกล้เคียงกับภาษาไทย จึงพอฟังกันรู้เรื่องบ้าง บ้านเมืองเขาเมื่อเราผ่านด่านเข้าไปนิดหนึ่งบริเวณไกล้ด่านลึกเข้าไปประมาณ 4 กิโลเมตรก็ยังมีความเจริญทางสิ่งก่อสร้างพอควร วัสดุสิ่งก่อสร้างน่าจะนำมาจากทางเขตไทย บ้านนี้มีชื่อว่าเมืองเงิน จากเมืองเงินวิ่งรถไปตามถนนลูกรังอีกประมาณ 30กว่ากม.ถึงบ้านหงสาเวลาประมาณ 11.00 น ญาติโยมคณะที่ไปด้วยกันพักทานข้าว คณะญาติโยมเดินเข้าไปหาร้านริมทางได้อาหารหนักมาคือเอาะหลาม ซื้อมา 20 กระบอกตกกระบอกละ 5,000....หมดเงินค่าเอาะหลาม 1 แสน ......55555555 ได้ใช้เงินแสนก็อีคราวนี้ กินกันไปได้หลายวันพกติดตัวไปได้ถ้าไม่หมด เดินทางอย่างสนุก มัน ทุลักทุเล บนถนนสายใหม่ที่ทำด้วยลูกรังเกรดไว้เรียบร้อย รถวิ่งไปฝุ่นตลบหมด ดีแต่ว่ารถที่วิ่งสวนมามีน้อยคันเราจึงเป็นจ้าวถนน รถวิ่งไปตามถนนที่ตัดผ่านทุ่งนา ป่า เขา หมู่บ้าน ได้ชมธรรมชาติและความเป็นอยู่แบบเรียบง่าย ถนนบางช่วงก็กำลังจะเกรด บางช่วงทำสะพาน มีโอกาสจอดรถเพื่อถ่ายรูปเป็นระยะๆ วิ่งรถอย่างอดทนโดยเฉพาะพวกที่อยู่กระบะหลังผมแดงจนเป็นสีขี้ฝุ่น ถึงท่าเดื่อซึ่งเป็นท่าที่รถจะข้ามฟากโดยโป๊ะเวลา 15.30 นแวะพักทานอาหารเครื่องดื่ม มีร้านค้าเป็นเพิงชั่วคราวตั้งเรียงราย 2 ฟากทางจนเกือบถึงตลิ่ง ธรรมชาติของชายหนุ่มที่ไปด้วยก็จะเข้าไปคุยกับแม่ค้าชาวลาวที่หน้าตาดีๆ น่าประทับใจ น้ำกล่องและเครื่องดื่มประเภทกระทิงแดงส่วนใหญ่นำเข้าจากบ้านเรา ราคาสูงกว่าเรา 2 เท่า จากนั้นข้ามฟากทั้งรถและคนไปฝั่งปากคอนเสียค่าโป๊ะ 3หมื่น วิ่งรถต่อถึงหลวงพระบางเวลา 18.30 น พักที่วัดวิชุนโดยคำแนะนำจากพระที่รู้จักกันโดยเครือข่าย รายงานตัวเรียบร้อย เก็บของเข้าที่พักชำระกาย ออกเดินเที่ยวตลาดมืดนำโดยสามเณรแสงเพชร ระหว่างเดินไปก็ได้มีโอกาสชมเมืองยามค่ำคืน พวกบ้านพักให้เช่าเต็มไปหมด สนนราคามีตั้งแต่ 500บาทต่อห้องจนถึงหลายหมื่นบาท ฟังๆดูว่ามี 500กว่าแห่ง มีร้านขายของชำ ร้านขายของฝาก ร้านอาหาร ส่วนใหญ่ฝรั่งใช้บริการกันเกลื่อน ร้านอินเตอร์เนตก็มี แถมบางทีเห็นพระคุณเจ้าและสามเณรไปใช้บริการด้วย รถเก๋ง รถกระบะส่วนใหญ่ยี่ห้อฮุนได รถเครื่อง รถจักรยาน วิ่งเกลื่อนถนน คล้ายๆว่าไฟตามแยกจราจรไม่มี[ถ้าผิดขออภัยด้วย] รถวิ่งชิดขวาเวลาจะเดินข้ามถนนงงๆๆๆ ถึงตลาดมืดมีร้านขายของหลากชนิดทั้งร้านขายขนมปังยาวๆที่ลาวเรียกข้าวจี่ ร้านขนมเค้ก ร้านขายผลไม้ ส่วนใหญ่ 90 %ขายผ้าทอ รองลงมาก็เครื่องเงิน และศิลปหัตถกรรมต่าง คุณภาพดีๆมีมาก ดูแล้วตื่นตาตื่นใจมาก อาหารแบบบุฟเฟ่ก็มีให้ตักตามสบายอิ่มละ 8,000.....คนไทยรับประทานได้สบาย ฝรั่งก็ยังชอบ มีทั้งอาหารเนื้อสัตว์และอาหารเจ อยู่ในบริเวณตลาดมืดนั่นแหละ เดินดูพอควรกลับวัดที่พัก เพราะเหนื่อยต่อการลุยถนนลูกรังมาทั้งวัน ทั้งพระและฆราวาสชายพักอยู่รวมห้องเดียวกันหมด
ตื่นมาทำกิจวัตรเสร็จเวลา 5.30 น วัดตีเกราะให้สัญญาณเป็นระยะๆติดต่อเนื่องกันไปในแต่ละวัดที่ติดต่อกันไป หมู่พระในแต่ละวัดได้ทยอยกันออกมารวมตัวกันหน้าวัดใครวัดท่านซื่งอยู่ติดๆกันไป เมื่อพร้อมเพรียงกันก็เริ่มออกเดินเป็นแถวไปตามสายเพื่อรับอาหารบิณฑบาตรจากศรัทธาญาติโยมที่นั่งรอเรียงรายเป็นกลุ่มๆตามริมถนน ชุดหนื่งของพระเณรวัดหนื่งผ่านไป ชุดของวัดต่อๆไปก็เข้ารับต่อ เราก็ได้มีโอกาสสะพายบาตรเดินตามพระเจ้าของถิ่นด้วย เวลายังไม่สว่างดีเลย 555555 ทำไงได้เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ดูประเพณีและมารยาทในการใส่บาตรของที่นี่น่ารักจัง เขาเคารพและศรัทธาต่อพระสงฆ์มาก มีทั้งคนพื้นเมืองและชาวต่างชาติเช่นฝรั่งก็มานั่งรอคอยใส่ด้วย นั่งเรียบร้อยเป็นแถว ปั้นข้าวเหนียวเป็นก้อนเล็กๆเท่าหัวแม่มือ เวลาใส่บางท่านก็ใส่แบบหย่อนใส่ บางท่านกึ่งขว้างใส่ เข้าใจว่าข้าวเหนียวคงติดมือ สรุปแล้วว่าใส่ด้วยความศรัทธา สาธุ.. รับบาตรเสร็จกลับมาวัดที่พักประมาณ 6 โมงเศษ สละอาหารออก จากนั้นสามเณรจัดเตรียมอาหารให้แล้วประเคนใหม่ เริ่มฉัน 7.20 น ฉันเสร็จทำกิจส่วนตัว จากนั้นรวมหมู่ ออกเดินเท้าเพื่อเที่ยวชมบ้านเมืองของหลวงพระบาง ออกจากวัดวิชุนเดินเรื่อยเลาะไปตามแม่น้ำคานริมพระธาตุภูสีและวนไปสู่แม่น้ำโขง เดินชมร้านขายเฝอและอื่นๆไปตามริมโขงเพื่อหาร้านกาแฟประชานิยม จนพบแล้วเข้าฉลองศรัทธาเพื่อชิมกาแฟที่เลื่องชื่อจากนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ไปชิมมาแล้วเอามาลงในอินเตอร์เนต หมดสงสัย แล้วจากนั้นเดินมาท่าเรือที่ข้ามถนนมาจากร้านกาแฟ เปลี่ยนใจไม่เดินเที่ยวเมืองแล้ว เหมาเรือใหญ่ไปเที่ยวถ้ำติ่งดีกว่า ค่าเรือ 500,000 ทัวร์แบบเศรษฐี 555555......อย่าตกใจเงินกีบต่างหาก.....ขาไป 2 ชั่วโมงถึงถ้ำติ่ง บรรยากาศ 2 ฟากฝั่งโขงเต็มไปด้วยป่าไม้นานาชนิด นานๆจะเห็นหมู่บ้านชายฝั่งบ้าง ริมฝั่งหรือส่วนกลางๆแม่น้ำส่วนใหญ่เต็มไปด้วยเกาะแก่ง หาดทราย โขดหินมากมาย ดูแล้วเพลินตาน่าหวาดเสียว กลัวเรือจะแล่นชนโขดหิน มีเรือใหญ่เล็กแล่นสวนกันไปมาเป็นระยะๆ มีทั้งแบบเร็วและแบบช้า ทั้งแบบบรรทุกสินค้าและรับจ้าง คณะของเรานั่งแบบเรือช้าจุคนได้ไม่ต่ำกว่า 20 คน มีห้องน้ำท้ายเรือสบาย ถึงถ้ำติ่งเรือเทียบท่า คณะเราขึ้นไปเที่ยวชมถ้ำ เสียค่าธรรมเนียมเข้าชมคนละ 80 บาท[20,000กีบ] ฝรั่งมาเที่ยวชมมากมายทั้งวันและดูเหมือนจะทุกวัน เบียดกันน่าจะตกบันใด ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปมากมาย องค์เล็กๆดังภาพ มีทั้งปูนปั้นและไม้แกะสลักฯล ชมพอสมควรลงเรือเดิม เดินทางกลับมาท่าเรือหลวงพระบางใช้เวลา 1 ช.ม เพลียกันแย่ เลยเดินทางกลับวัดที่พักเพื่อชำระกาย หลังจากนั้นช่วงบ่ายเย็น อาจารย์เล็ก โยมชาติและคณะได้ไปติดต่อเรือเร็วที่จะเดินทางกลับพรุ่งนี้เช้า ส่วนเราตามคณะญาติโยมที่เหลือไปเดินเที่ยวชมพระธาตุภูสีซึ่งอยู่บนภูเขาในเมืองอยู่ใกล้ๆวัดวิชุนนี่แหละ เดินไปแพรบเดียวถึงตีนเขา ขึ้นบันใดที่จะขึ้นไปพระธาตุ ปรากฏว่าฆราวาสต้องเสียค่าธรรมเนียมกันอีกสำหรับคนต่างประเทศที่ไม่ใช่ลาว ส่วนเราเป็นพระเขาเปิดให้ขึ้นชมฟรี ฝรั่งมากมายเดินสวนขึ้นลง ขึ้นถึงพระธาตุเหนื่อยพอควร ฝรั่งนั่งและยืนชมวิวเมืองหลวงพระบางเต็มไปหมดแทบไม่มีที่ยืน เราไหว้พระใต้องค์พระธาตุ แล้วรอให้ฝรั่งที่จองที่ดูวิวเมืองออกไปก่อน จากนั้นจึงเข้าแทนที่เพื่อถ่ายภาพเมืองสวยๆงามๆตามแบบธรรมชาติที่ปกคลุมด้วยต้นไม้และมีสายน้ำคานไหลผ่าน เสร็จจากการชมทิวท้ศน์ของเมือง ขากลับลงมาอีกด้านของพระธาตุเป็นด้านที่ติดแม่น้ำโขง ลงมาเกือบตีนภูชมวิหารของวัดป่ามีจิตรกรเพ้นท์ภาพพระลงบนใบโพธิ์สวยงามมากสดๆเลย มองลงด้านล่างเห็นหลังคาเต้นท์สีแดงกางติดต่อกันยาวเหยียดตลอดแนวถนนซึ่งเป็นที่ตั้งขายของตลาดมืด มองไปด้านหน้าเป็นพิพิทธภัณฑ์ ด้านซ้ายของพิพิทธภัณฑ์เป็นโรงละคร ไม่มีโอกาสดูเพราะไม่เหมาะที่พระจะไปดู กลับที่พักดีกว่า ที่ๆพักคือวัดวิชุน เป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวแต่เรายังไม่ได้เที่ยวชมเลย ค่าธรรมเนียมเข้าชมภายในวิหารสำหรับฆราวาสต้องเสียอีกแต่พระฟรี ที่วัดนี้มีจุดเด่นคือพระธาตุหมากโมตั้งอยู่หน้าวิหาร เสร็จจากการเที่ยวชมและหมู่คณะได้ซื้อของฝากก็กลับที่พักชำระกาย เวลาค่ำออกเดินเป็นเพื่อนเขาไปตลาดมืดอีกครั้งเพื่อซื้อของฝากที่สัญญาไว้กับแม่ค้าคือลูกปะคำเม็ดใหญ่มากราคา 62,500 กีบ[250บาท] กลับที่พัก วันนี้หลังพักผ่อนรวมกันอีก ต้องมาตื่นด้วยความไม่เต็มใจกันทั้งห้องในเวลาประมาณ 5 ทุ่ม เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองลาวมาเยือนสอบถามความไปความมาของคณะเราพร้อมขอดูใบพาสปอร์ตของทุกท่าน จากนั้น
เขาก็ขอเอาใบพาสปอร์ตไปทั้งหมดเพื่อจะเอาไปประทับตราให้ แล้วบอกให้ตัวแทนของเราไปเอาคืนพรุ่งนี้ช่วง 8.30 น และเขาจะอธิบายรายละเอียดให้ฟังด้วย แล้วเขาก็ลากลับไป เราจึงพักผ่อน
เช้า 5.30 น ตื่นมาทำกิจส่วนตัวจบ ไม่ออกบิณฑบาตเพราะเตรียมเก็บของจะกลับหลังอาหารเช้าคิดว่าเรือเร็วจะมีออกประมาณ 8.30 นเป็นต้นไป ด้านอาหารเช้าได้ให้โยมที่ตามไปด้วยไปเดินหาซื้อในตลาดเช้าแล้วทางสามเณรแสงเพชรได้จัดเตรียมไว้ให้ด้วย วันนี้ได้มีโอกาสทดลองฉันขนมคู่[ปาท่องโก๋]และเฝอเจ[ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กน้ำเจ] ได้มีโอกาสย้อนยุคแบบไทยๆ อร่อยแบบพื้นๆ ฉันเสร็จ 8.10 น โยมชาติออกไปติดต่อที่ต.ม ก่อนหน้านี้นานแล้ว รอแล้วรอเล่าอยู่ที่วัดจนผิดสังเกต จึงชวนหมู่ตามไปดูแล้วไปนั่งคอยอีกพักใหญ่ จากนั้นเจ้าหน้าที่เรียกขึ้นชั้นบน พอเจ้าหน้าที่มาดูตัวเรียบร้อยก็นิมนต์พระคุณเจ้าลงล่างได้ ส่วนฆราวาสอยู่ต่อ เราลงมาคอยข้างล่างสักพักใหญ่ คนวัดที่ติดตามไปด้วยลงมารายงานว่าเจ้าที่เรียกเงินค่าปรับ ฆราวาสคนละ 200 ดอลล่าร์มี 5 คน ที่เหลือในคณะที่ไปด้วยเป็นคนลาวเลยไม่โดนปรับ โยมชาติขอต่อรองเหลือคนละ 100 ดอลล่าร์เพราะหมดตัว ในฐานะไม่พักตามเรือนพักหรือห้องเช่าหรือโรงแรม ส่วนพระอนุโลมให้ถือว่าเจ้าอาวาสรับรู้แล้วแต่ต่อไปต้องแจ้งเจ้าคณะแขวงฝ่ายพระให้รับรู้ก่อน ตกลงว่าหมดไปหนึ่งหมื่นเจ็ดพันบาท[นี่คือบทเรียนจากลาวถือว่าค่าหน่วยกิจจากมหาวิทยาลัยหลวงพระบาง โหดมาก คงจะจำได้ไปชั่วชีวิตเลย ตัวเบา คิดเสียว่าเราคงเป็นหนี้เขามาก็แล้วกัน]
จากนั้นเสร็จธุระรับใบพาสปอร์ตคืนเตรียมตัวเดินทางกลับ โยมชาติและสามเณรแสงเพชรได้เอารถมาส่งที่ท่าเรือเร็วอยู่ชานเมืองช่วงเที่ยงแล้วขึ้นเรือ เรือนี้บรรจุคนได้ 6-7 คน คณะเราไป 5 คนลงท่าช่วงค่าเรือคนละ 560 บาท[140,000กีบ]และมีผู้ร่วมชะตากรรมไปอีก 1 คนผู้ชาย สอบถามไปลงปากแบง ลงเรืออยากหัวร่อต้องสรวมหมวกกันน๊อก เอาไงเอากัน สรวมเป็นสรวม ตลกดีพระสรวมหมวกกันน๊อก พอเรือออกจึงได้รู้ถึงอานิสงส์ของหมวกกันน๊อกว่ามีประโยชน์จริง เรือแล่นเร็วมากน้ำกระจายตื่นเต้นดีมาก ลมพัดโดนหน้าโดนตาแรงมาก เรือเร็วแถไปมาหลบโขดหินเป็นบางที่ กลัวจะชนโขดหินที่มีทั่วไปทั้งกลางน้ำและริมน้ำ แต่ผู้ขับเรือชำนาญเส้นทางมากจึงไม่มีปัญหาอะไร มีทั้งบริเวณน้ำสงบ น้ำเชี่ยว น้ำมีคลื่น ตอนน้ำสงบก็วิ่งเรียบดี แต่ตอนมีคลื่นนี่สิเรือกระแทกผับๆๆๆๆๆๆเหมือนรถที่วิ่งบนถนนลูกรัง ใครที่เป็นโรคไตก็เตรียมตัวป้องกันไว้บ้าง แต่รสชาติของชีวิตมันก็แบบนี้มีสุขๆทุกข์ๆสลับกันไป นั่งอยู่ในเรือที่แล่นทวนกระแสน้ำที่ไปส่งคณะเราใช้เวลาประมาณ 2.45 ชมถึงท่าช่วง ยกพลขึ้นบก 14.45 น มีหมู่บ้านริมฝั่ง หมู่บ้านนี้มีการผลิตกระแสไฟฟ้าจากน้ำลำห้วยเล็กๆที่ไหลงแม่น้ำโขงที่เขาต่อเป็นรางไม้มาผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเล็กๆ เดินเข้าหารถสองแถวขนาดกลางที่จอดรอคิวอยู่ ตกลงราคากันได้ที่ 2,000 บาท[500,000กีบ]เป็นราคาเหมาเพราะเขารับประกันว่าจะทันก่อนด่านน้ำเงินของเมืองเงินจะปิด โดยปกติประมาณ 1,600 บาท[400,000กีบ] เป็นอันว่าจำที่จะต้องพอใจเพราะมีความจำเป็นต้องรีบกลับอุตรดิตถ์เพื่อให้ทันงานศพแม่ชีที่สำนักฯเสีย ขึ้นรถได้สมใจนึกรถวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ไอ้เราดันไปสงสารรถเขาที่วิ่งเร็วมากกลัวว่าน๊อตจะหลุด มันกระแทกกระเทือนมาก เริ่มออกจากหมู่บ้านวัวที่เดินตามริมถนนก็แตกตื่นวิ่งกันไปตัวละทิศตัวละทาง มีตัวหนึ่งตกใจถึงขนาดวิ่งไถลตกเขาไปเลย แต่ก็คงไม่ตายหรอกเพราะไม่สูงมากนัก ห้อตะบึงต่อไปอย่างไม่คิดชีวิต แซงรถเครื่อง รถสองแถวโดยสาร แซงตลอดบีบแตรขอทางฝุ่นตลบไปหมด ลืมบอกไปว่าเป็นทางบนเขาสูงมองข้างล่างเป็นเหวเป็นถนนดินแดงหรือลูกรัง หลักกันหรือแผงกันตกเหวก็ไม่มี แถมโชว์เฟ่อร์แสดงฝีมือเอ้ยฝีตีนอย่างยอดเยียม ปลงเสียแล้วตายเป็นตาย ถ้าตกเหวก็คงไม่มีใครเหลือรอดมาเม้าท์ให้ฟัง ลูกเขาอันซับซ้อนลูกแล้วลูกเล่า จากถนนบนยอดเขา สันเขา เชิงเขา ที่ลัดเลาะ คดเคี้ยว เลี้ยวลด มาเรื่อยจนในที่สุดก็ลงมาที่ราบจนได้ วิ่งมาผ่านบ้านหงสาสู่เมืองเงินเป็นถนนลูกรังค่อนข้างดีหน่อยจนมาถึงด่านเกือบ 5 โมงทันประทับตราออกเสียค่าธรรมเนียมอีกคนละ 20 บาท[5,000กีบ]เสียตลอดเลยเมืองลาว ประทับใจจริงเจ้าของรถขออนุญาตเจ้าหน้าที่ลาวห้อตะบึงมาส่งด่านไทยได้ทันเวลาก่อนด่านปิดพอดี เครียดและลุ้นมาตลอดกลัวว่าจะต้องนอนพักในประเทศลาวอีกคืนไม่รู้จะเจอบทเรียนอะไรอีก พอถึงด่านห้วยโก๋นโล่งใจสบายใจอย่างบอกไม่ถูกว่าถึงบ้านเราแล้ว แค่เห็นเจ้าหน้าที่ไทยก็รู้สึกว่าเห็นญาติเราแล้ว ยื่นพาสปอร์ตประทับตราเข้าก็ฟรี ไม่เห็นจะต้องไปเสียเงินเหมือนเมืองลาวเลย เดินเข้าฝั่งไทยขึ้นรถตู้ที่จอดฝากไว้ที่ด่านห้วยโก๋นกลับถึงสำนักประมาณ 4 ทุ่ม....มีวาสนาใช้เงินไปเป็นล้าน.......สบายดีหลวงพระบาง......คงได้เจอกันอีก ........6 กุมภาพันธ์25 53 นี้ครั้งนี้คงไปไม่ต่ำกว่า 20 คน.
[วิธีคิดเงินกีบอย่างคร่าวเวลาใช้จ่ายในเมืองลาวเผื่อเราจะจ่ายเป็นเงินบาทก็ได้ ถ้า 1,000กีบ เราจะคิดเป็นเงินบาทให้เอา 4 คูณ1,000=4,000 ตัด0สามตัวหลังออกเหลือ 4 นั่นก็คือ 4 บาท].
รูปภาพจะเอามาให้ชมภายหลัง

ไม่มีความคิดเห็น: