วันศุกร์, มีนาคม 20, 2009

การเจริญสติปัฏฐานสี่แบบสัมปชัญญะบัพพะ









อิริยาบถอื่น ย่อย หยาบ ขณะจะเปลี่ยนจากการนั่ง เป็นนอน เป็นยืน เป็นเดิน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนอิริยาบถที่ต่อเนื่องกัน ก็ควรสังเกตความรู้สึกให่เท่าทันทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะกระพริบตา ขยับขากรรไกรเวลากิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้มรสอาหาร ก็ดูความรู้สึกขณะที่เคลื่อนไหว หรือจะสวดมนต์ก็เช่นเดียวกัน ดูที่ขากรรไกรไหวไปมา จะสวมใส่เสื้อผ้า ทรงจีวร สังฆาฏิ นุ่งสบง ก็เช่นเดียวกัน จะขับถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ก็ดูที่การกระทบของอาหารเก่าและของเสียตามทวารต่างๆ จะเหลียวซ้ายแลขวา ก้ม เงย ก็ระลึกให้ทัน จะมีความรู้สึกตึงหน่วง การหลับ ตื่น พูด ความเป็นผู้นิ่งอยู่ ก็ควรกำหนด
ตามหลักในคัมภีร์ของการเจริญมหาสติปัฏฐานสูตรนี้ ได้ชี้แจงว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐานทั้งสี่นี้ อย่างนั้นตลอด 7 ปีบ้าง 6 ปี, 5ปี, 4ปี, 3ปี, 2ปี, 1ปี, 7 เดือน, 6 เดือน, 5 เดือน, 4 เดือน, 3 เดือน, 2 เดือน, 1 เดือน, กึ่งเดือน, หรือ 7 วันบ้าง ผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง 2 ผล อันใดอันหนึ่ง คือพระอรหัตตผลในปัจจุบันชาตินี้ 1 หรือเมื่ออุปาทิ[คือสังโยชน์] ยังเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามีในปัจจุบันชาตินี้ 1.”

การเจริญสติปัฏฐานสี่แบบสัมปชัญญะบัพพะ


การเดิน
ยืนกอดอกหรือปล่อยมือทิ้งดิ่งลงข้างลำตัว เริ่มเดินจะก้าวเท้าซ้ายหรือขวาออกก่อนก็ได้ เวลายกเท้า ก่อนเท้าจะพ้นจากพื้น ใช้สติสังเกตที่ฝ่าเท้าจะมีความรู้สึกวาบหนึ่งหรือร้อนๆเย็นๆตามแต่จะเกิด หรือสังเกตเป็นจุดก็ได้ บริวณใต้ฝ่าเท้าตรงอุ้งเท้า โคนนิ้วกลางหรือนิ้วชี้[ใต้ฝ่าเท้า] เวลายกขึ้นจากพื้นทดลองยืนแล้วยกเท้าขึ้น ปล่อยลงยกขึ้น ก่อนฝ่าเท้าบริเวณดังกล่าวจะพ้นพื้น จะมีความรู้สึกเหนียวหนึบๆปรากฏขึ้นมา ถ้าสังเกตไม่ออก ให้ทดลองหาทำบนพื้นซิเมนต์เรียบๆหรือกระดานเรียบๆหรือดินเรียบๆชื้นๆ แล้วทดลองทำการยกเท้าขึ้น ปล่อยเท้าลงสังเกตดูใหม่ ถ้าสังเกตไม่ได้อีก ให้เอานิ้วหัวแม่มือชุบน้ำขัดหนังฝ่าเท้าตรงโคนนิ้วชี้หรือนิ้วกลางที่มันกดสนิทลงกับพื้นมากที่สุด ให้มีความรู้สึกฝืด เหนียวมือและร้อน แล้วจึงทำการใช้ฝ่าเท้าตรงบริเวณที่ขัดถู แตะพื้น ยกขึ้น วางลงดู พยายามสอดใจสังเกตให้แยบคาย ก็จะพบอาการเหนียวๆเป็นจุดก่อนเท้าจะพ้นจากพื้น จากนั้นพยายามทำให้เกิดให้มีอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเดินจงกลม หรือเดินไปไหนมาไหนพยายามประคองสติไว้ เหมือนบาตรใส่น้ำเต็มเดินประคองไม่ให้น้ำหก เมื่อทำความรู้สึกได้ก็พยายามเฟ้นให้ชัดเข้าไป คล้ายนั่งดูความรู้สึกที่มือหรือหัวใจเต้น เวลาเสือกเท้าไป กำหนดความรู้สึกที่นิ้วเท้าทั้ง5นิ้ว[ถ้ามี] วางเท้าลงกระทบพื้นก็รู้สึกกระทบ

การเจริญสติปัฏฐานสี่แบบสัมปชัญญะบัพพะ

การยืน
การสังเกตที่ใต้พื้นเท้าสัมผัสกับพื้น ถ้ายืนนานๆจะมีอาการเจ็บเท้า สังเกตความเจ็บหรือความรู้สึกร้อนที่เท้าก็ได้ หรือสังเกตความรู้สึกวูบหนึ่งที่พื้นเท้าก็ได้ไปเรื่อยๆ หรือจะมีอาการคล้ายเลือดฉีดหนึบหนึ่งๆไปเรื่อยๆก็ได้ ในขณะยืนจะสังเกตดูที่หัวใจเต้นก็ได้ถ้ามี ถ้าไม่มีก็ยืนยกมือคู้แขนเข้าขยับนิ้วมือ เหยียดแขนออก ขยับนิ้วมือ วางสติตามแนวที่แนะไว้ในท่านั่ง

การเจริญสติปัฏฐานสี่แบบสัมปชัญญะบัพพะ


การนอน
ดูความรู้สึกที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายที่กระทบพื้นื คล้ายอิริยาบถนั่งดูก้นสัมผัสกับพื้น หรือสังเกตดูลมหายใจที่กระทบปลายรูจมูกหรือขนจมูก เวลาลมเข้าหรือออกแรง ค่อย เร็ว ช้า ก็เพียรสังเกตอยู่แค่ความรู้สึกที่ลมกระทบแค่นั้นก็พอ
อิริยาบถอื่น ย่อย หยาบ ขณะจะเปลี่ยนจากการนั่ง เป็นนอน เป็นยืน เป็นเดิน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนอิริยาบถที่ต่อเนื่องกัน ก็ควรสังเกตความรู้สึกให่เท่าทันทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะกระพริบตา ขยับขากรรไกรเวลากิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้มรสอาหาร ก็ดูความรู้สึกขณะที่เคลื่อนไหว หรือจะสวดมนต์ก็เช่นเดียวกัน ดูที่ขากรรไกรไหวไปมา จะสวมใส่เสื้อผ้า ทรงจีวร สังฆาฏิ นุ่งสบง ก็เช่นเดียวกัน จะขับถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ก็ดูที่การกระทบของอาหารเก่าและของเสียตามทวารต่างๆ จะเหลียวซ้ายแลขวา ก้ม เงย ก็ระลึกให้ทัน จะมีความรู้สึกตึงหน่วง การหลับ ตื่น พูด ความเป็นผู้นิ่งอยู่ ก็ควรกำหนด
ตามหลักในคัมภีร์ของการเจริญมหาสติปัฏฐานสูตรนี้ ได้ชี้แจงว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐานทั้งสี่นี้ อย่างนั้นตลอด 7 ปีบ้าง 6 ปี, 5ปี, 4ปี, 3ปี, 2ปี, 1ปี, 7 เดือน, 6 เดือน, 5 เดือน, 4 เดือน, 3 เดือน, 2 เดือน, 1 เดือน, กึ่งเดือน, หรือ 7 วันบ้าง ผู้นั้นพึงหวังผลทั้ง 2 ผล อันใดอันหนึ่ง คือพระอรหัตตผลในปัจจุบันชาตินี้ 1 หรือเมื่ออุปาทิ[คือสังโยชน์] ยังเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามีในปัจจุบันชาตินี้ 1.”

การเจริญสติปัฏฐานสี่แบบสัมปชัญญะบัพพะ


ภาคปฏิบัติอิริยาบถ4
การนั่ง
วิธีการนั่ง จะนั่งท่าไหนก็ได้ นั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบหรือนั่งห้อยขาบนเก้าอี้ก็ได้ ท่านั่งสมาธิก็เท้าขวาทับเท้าซ้ายหรือเท้าซ้ายทับเท้าขวาตามแต่ถนัด หรือไขว้กันแบบสมาธิเพชร ยืดหลังตรงแบบสบายๆ หรือดัดสันหลังตรงเหนือสะเอวหน่อยหนึ่ง ให้แอ่นนิดๆ คอและศรีษะตรงอย่าก้มหรือเงย ส่วนเรื่องมือนั้นผู้ปฏิบัติใหม่หรือเก่าที่ทิ้งอารมณ์การปฏิบัติจนสภาวธรรมจางคลายไปบ้างแล้ว ควรกระตุ้นใหม่เหมือนกับทำตัวให้เป็นนักปฏิบัติธรรมใหม่เสมอเมื่อมีโอกาส การกระตุ้นให้เห็นสภาวธรรมแนววิธีการของความรู้สึกนี้ ก็อาศัยมือเป็นจุดเริ่มต้น แขนท่อนบนที่ติดกับไหล่ ให้แนบติดไว้กับด้านข้างของลำตัวไว้เฉยๆ ส่วนแขนท่อนล่างให้ใช้วิธีการยกขึ้นหรืองัดขึ้นและปล่อยลง เข้าๆออกๆเป็นระยะๆ คือเมื่อยกขึ้นหรืองัดขึ้น พับแขนขึ้นเป็นระยะๆจนสุดพับไม่ได้แล้ว ก็ปล่อยออกเป็นระยะๆจนจะสุด ไม่ถึงขนาดปล่อยเลยลงไปอยู่กับเข่าหรือพื้นแล้วก็ยกขึ้นมาใหม่เป็นระยะๆ ทำอย่างนี้เรื่อยๆไป ส่วนนิ้วมือนั้น เวลาเคลื่อนแขนเข้าหรือออกเป็นระยะๆคราวใดก็มีการขยับเข้าออกเป็นระยะๆไปเรื่อยเช่นกัน เพื่อกระตุ้นให้สติตื่น การวางสติ[ความระลึกรู้]นั้น ให้วางไว้ที่กลางใจมือหรือความรู้สึกที่นิ้วกระทบกัน หรือจะแยกออกจากกัน ก่อนที่นิ้วจะพ้นแยกออกจากกันจะมีความรู้สึกเหนียวๆหนึบๆ ให้คอยจ้องสังเกตประคองความรู้สึกนี้ไว้เรื่อยๆอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะถ้าเฟ้นความรู้สึกที่สังเกตได้ให้ชัดขึ้นไปเรื่อยๆได้ยิ่งดี
ข้อสังเกตพิเศษ เวลานิ้วหัวแม่มือบริเวณข้อนิ้วที่อยู่ถัดทางปลายนิ้วเข้ามาเป็นข้อแรก เวลาหุบนิ้วเข้าหากันมันจะไปกระทบติดกับโคนนิ้วชี้ล่างสุด ผู้ที่ปฏิบัติใหม่ๆยังไม่รู้จักความรู้สึกก็ให้พยายามสังเกตให้ดี หลังจากที่หุบให้กระทบกันลองกดๆนิ้วให้แนบเข้าหากัน ให้ติดแน่นๆ แล้วก็ดึงนิ้วหัวแม่มือแยกจากโคนนิ้วชี้ ก่อนที่นิ้วจะพ้นกันจะมีอาการของหนังที่มันแนบติดกันอยู่แล้ว พอดึงแยกออกจากกันจะมีอาการลักษณะเหนียวๆคล้ายกับคนเหนียวเนื้อเหนียวตัวไม่ได้อาบน้ำอย่างไรก็อย่างนั้น ความเหนียวหนึบขณะที่ผิวหนังที่กระทบแล้วแยกออกจากกันนี้ เรียกว่าความรู้สึกหนึบหนึ่งหรือวิบหนึ่ง สังเกตอย่างนี้เรื่อยๆ ทำให้ติดต่อกันให้ได้มากๆ ถ้ายังสังเกตความรู้สึกนี้ไม่ได้อีกก็ให้ทำแบบนี้ สำหรับคนที่ถนัดจะคู้อวัยวะแขน ขยับมือขวา ก็ให้เอานิ้วมือซ้ายไปแตะน้ำมาถูๆขัดไปมาตรงโคนนิ้วชี้ขวาบริเวณที่นิ้วหัวแม่มือมากระทบ โดยขัดไปมาที่โคนนิ้วชี้ขวานี้จนมีอาการฝืดจากการเสียดสี และมีอาการคล้ายจะร้อนๆเกิดขึ้นบ้าง จากนั้นทดลองขยับนิ้วหัวแม่มือขวากระทบโคนนิ้วชี้ขวาบริเวณที่ขัดไว้จนร้อน คราวนี้น่าจะสังเกตความรู้สึกขณะจะแยกนิ้วมือบริเวณส่วนนี้ได้แน่ คือหนึบหนึ่งหรือวิบหนึ่ง ให้ทำต่อเนื่องเรื่อยๆ พยายามเฟ้นให้ชัดเข้าไปในความรู้สึกนี้ จะมีความรู้สึกที่ชัดเจนขึ้น ก่อนจะชัดเจนบางทีความรู้สึกที่สร้างไว้เดิมทำท่าจะหายไป เราต้องเฟ้นให้ชัด สำรวมสติตามดูให้ทัน มันจะชัดแล้วหายไปเป็นช่วงๆแบบนี้ไปเรื่อย
ผู้ปฏิบัติบางครั้งจะใช้วิธีการกำมือแบมือก็ได้ จะกำหนดทั่วทั้งมือหรือเป็นจุดก็ได้ ถ้ากำหนดเป็นจุดโดยเฉพาะ มีหลักสังเกตง่ายๆ เวลากำมือกำให้แน่นๆดูก่อน สังเกตแค่นิ้วมือเดียวเช่นนิ้วนาง เวลากระทบกำแน่นติดอยู่กับหนังอุ้งมือ เวลาแบออกก่อนที่นิ้วนางจะพ้นอุ้งมือจะมีความเหนียวหนึบหนึ่ง พอทำมากๆความรู้สึกก็จะชัดขึ้น แต่ต้องพยายามเฟ้นสติช่วยด้วย
หลักการกำแบมือ ขยับนิ้ว คู้แขนเข้าออก จะมีส่วนกระทบไปถึงการสูบฉีดโลหิตภายในร่างกาย เกิดการเปลี่ยนแปลง คือมีอาการสูบฉีดโลหิตที่แรงกว่าปกติที่จะอยู่เฉยๆ เมื่อมีการสูบฉีดโลหิตที่แรงกว่าปกติ จะส่งผลทำให้เกิดการเต้นของหัวใจที่แรงกว่าปกติ จนสติเข้าไปพิจารณากำหนดรู้ได้ว่าหัวใจกำลังเต้นอยู่ตึบๆ เมื่อความที่เราใช้สติเข้าไปสังเกตหัวใจเต้นรู้สึกว่าเบาบางลงหรือหายไป เราก็สร้างเหตุขึ้นมาใหม่ คือ กำ แบมือ ขยับนิ้วมือ หรือคู้แขนเข้าออกตามถนัด เมื่อสังเกตหัวใจเต้นได้ ก็นั่งสมาธิปล่อยวางมือลงไว้กับหัวเข่าหรือวางมือขวาทับมือซ้ายหรือซ้ายทับขวา หรือจะประสานมือกันวางไว้บนหน้าตักก็ได้ สังเกตดูหัวใจเต้นให้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ พยายามเฟ้นดูให้ชัดเข้าไปในภายในความรู้สึกหัวใจเต้น เดี๋ยวมันก็แรงเดี๋ยวมันก็เบา ก็ต้องกระตุ้นด้วยมือ ตามที่ได้แนะนำข้างต้น จงพยายามเฟ้นสติตามให้ทัน ถ้าผ่านไปได้ก็จะพบความรู้สึกที่ชัดเจนอันใหม่เกิดขึ้น ทำไปเรื่อยๆ
จากการคู้อวัยวะ กำแบมือ หรือสังเกตการณ์เต้นของหัวใจ บางทีดูไปเรื่อยๆ จะทำให้เกิดการแน่นภายในทรวงอก ก็อย่าไปสนใจ ให้พยายามตั้งหน้าตั้งตาดูความรู้สึกเรื่อยไป แล้วมันก็จะดับไปเอง เมื่อทำไปบางครั้งจะมีอาการมึนซึมและอาการเครียดศรีษะ ก็ปล่อยมัน บางครั้งมีความรู้สึกคล้ายเจ็บปวด ตาจะถลน เจ็บแก้วหู หรืออาการอื่นๆครั่นเนื้อครั่นตัว เบื่อหน่าย แต่ปากไม่ขม ก็ปล่อยมัน สังเกตความรู้สึกที่มือหรือความรู้สึกที่ใจเต้นเรื่อยไป อาการต่างๆจะดับไปเอง
ในอิริยาบถนี้ ยังใช้วิธีการสังเกตที่ก้นสัมผัสกับพื้นหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายที่สัมผัสกับพื้น ถ้ามีอาการคล้ายชีพจรเต้นตึบๆ ก็ใช้เป็นที่เกาะของสติได้ หรืออาการคล้ายเลือดฉีดภายในเนื้อบริเวณที่สัมผัสกับพื้น ลักษณะความรู้สึกหนึบๆหรือความรู้สึกวูบหนึ่งๆไปเรื่อยก็ได้


วันพฤหัสบดี, มีนาคม 12, 2009

การเจริญสติปัฏฐานสี่แบบสัมปชัญญะบัพพะ







1. ความรู้สึกกำหนดได้ทุกส่วนที่สัมผัสพื้น


2. ใจเต้น



3.นอนตะแคงขวา ซ้ายหรือนอนหงายได้ทั้งหมด
แต่นิยมตะแคงขวา




4.จุดสัมผัสที่ทำให้เกิดความรู้สึกหนึบหนึ่ง บริเวณข้อกิ่ว
หัวแม่มือและโคนนิ้วชี้ ขณะหุบเข้าและแยกออก

5. ภาพการขยับนิ้วหัวแม่มือหุบเข้าและแยกออก

1.the feeling can fix every the part that touches the ground ,2. be excited ,3. lie on one's side right , the left is or , can sleep with turning face up all , but , like to lean right ,4. point of that make contact is born one sticky feeling , area is narrow , the thumb and forefinger bishop , while , close reach and rupture , 5.moving thumb picture closes to reach and rupture ,

การเจริญสติปัฏฐานสี่แบบสัมปชัญญะบัพพะ

1 ทางออกมโนวิญญาณ
2มโนสัมผัส 2 แถบ
3 ความเกิดดับของจิต
4กำหนดความรู้สึกที่หัวแม่มือสัมผัสโคนนิ้วชี้ หรือทั้งมือตามถนัด






5 ยืนยกมือกำหนดที่มือ หรือดูมโนสัมผัส 2 แถบ หรือดูใจเต้นตรง
กลาง หรือดูความรู้สึกใต้ฝ่าเท้าอย่างใดอย่างหนึ่งก็พอ

6ความรู้สึกรอบตัว เกิดจากการกำหนดเวทนาที่กระดูกสันหลัง



7 ความรู้สึกเจ็บๆคล้ายกระดูกสันหลังเกยกัน เวลาแอ่นหลังตรงๆ


8ความรู้สึกเจ็บเป็นจุดคล้ายกระดูกสันหลังเกยกันเวลาแอ่นหลังตรง จะทำให้ดึงดูดสัมปชัญญะกลับเข้ารวมบริบูรณ์ทั้งตัวอย่างรวดเร็ว

1. heart soul exit ,2. the heart touches 2 the strip [ zone ] ,3. the born switches off of the mind ,4. fix the feeling that the thumb touches forefinger bishop , or , both of a hand follows skillful ,5. stand agree fix at a hand , or , see the heart touches 2 the strip [ zone ] , or , be present in one's moribund dance straight , middle , or , see the feeling under either...or... sole , enough , 6.the feeling is all-round , be born from the specification pities at the backbone ,7. painful feeling resembles the backbone overlaps , saggy back time uprightly ,8. painful feeling is the dot resembles the backbone overlaps saggy back straight time , will make attract the sense gets back to reach total up is plentiful all quickly over ,